|l'=SarieW='l| View my profile

Winter Love SEOUL 2015 Part 1

posted on 23 Jan 2016 16:11 by sariew directory Travel

#SariewWinterLoveSEOUL

 

คุณทรงกลด บางยี่ขัน บอกไว้ใน ที่นี่ ที่รัก ว่า

“ไม่ว่าสถานที่หรือคน เราต่างหวังจะเจอที่รักเข้าสักที่”

โซลอาจจะเป็นที่รักของเรา ในขณะที่หลายคนรอบตัวมาเกาหลีแล้วบอกไม่มีอะไร

แต่เรากลับรู้สึกถึงความมีอะไรในความไม่มีอะไรนั้น

ความรู้สึกอยากกลับไปอีกซ้ำๆ น่าจะเป็นเครื่องยืนยันว่า

ที่นี่แหละ ที่รักของเรา

ออกตัวก่อนว่าไม่ใช่ขาเที่ยวมากประสบการณ์

ชีวิตนี้ออกนอกประเทศมาสามครั้ง สองในสามคือเกาหลี (อีกที่คือลาว... ข้ามชายแดนอุดรฯไป)

ประเทศอื่นไม่เคยไปสักทีเพราะถ้าให้เก็บตังเองไปเที่ยวสักที่ก็จะวกกลับมาที่เกาหลีก่อนตลอด

ไปเกาหลีของเราแต่ละทีเวลาค่อนข้างจำกัด ในขณะที่อยากจะไปมันทุกที่

ครั้งแรกก็คิดไว้ว่าขอไปแตะๆก่อน

พอครั้งที่สองก็ยังรู้สึกว่าได้แค่แตะๆอยู่ดี

 

 

 

เกาหลีครั้งที่สองของเราไปหน้าหนาว

หลังจากที่ครั้งแรกไปหน้าร้อน พะวงตั้งแต่เรื่องอากาศและเสื้อผ้า

เสียตังไปหลายพันกับการเตรียมตัว แต่ไปถึงแล้วได้ใช้ก็โอเค

เราไปแค่ 6 วัน ตั้งแต่ 28 ธ.ค. 58 - 2 ม.ค. 59

ใครเห็นก็อิจฉา โหยยย ไปเค้าดาวน์ที่เกาหลี

(หัวเราะ ฮึฮึ)

 

การเดินทาง

 

ขาไปเดินทางด้วยตั๋วราคาโปรโมชั่นจากแอร์เอเชียเอ็กซ์ ราคา 3710 บาท จองขาเดียว

น้ำหนักกระเป๋า 4 คน รวมกันซื้อไป 50 กิโล (ตกคนละ 12 กิโล นิดๆ)

กังวลกับน้ำหนักกระเป๋ามาก เพราะไปหน้าหนาว แล้วเฉลี่ยน้ำหนักกระเป๋าได้คนละ 12 กิโล

สรุปก็พอนะ มีเพื่อนคนนึงไป 7 กิโล ก็ถัวๆกันไป

ขากลับกลับ Jeju air เดี๋ยวค่อยว่ากันตอนท้าย

 

 

ที่พัก

Hongdae Pencil Guesthouse

ราคา : คนละ 3990 บาท / 6 คืน

(ราคานี้จองกับอโกด้าและมีการหักส่วนลดแล้ว)

 

ห้องที่จองเป็นห้องเตียงสองชั้น 2 เตียง นอนได้ 4 คน

มีห้องน้ำในตัวพร้อมเครื่องใช้ในห้องน้ำ (สบู่ ครีมอาบน้ำ ยาสระผม ครีมนวดผม)

ส่วนของภายในห้อง มีตู้เย็น ทีวี(ภาพคมชัดHD) กระติกน้ำร้อนเล็กๆ ไดร์เป่าผม ไม้แขวนเสื้อ โคมไฟ

 

 

 

มีผ้าขนหนูผืนเล็ก (ขนาดสำหรับเช็ดผม) ให้คนละ 1 ผืน

(ไม่แน่ใจว่าสามารถขอเพิ่มได้มั้ยในแต่ละวัน แต่เราใช้กันผืนเดิมตลอดทริป)

ปลั๊กไฟมีเยอะแบบไม่ต้องแย่งกัน (แต่ถ้าคนนึงใช้ห้าหกรูก็เอารางพ่วงไปด้วยนะ)

ที่ต้องเตรียมไปให้พร้อมคือตัวอะแดปเตอร์ ไม่แน่ใจมีให้ยืมมั้ยแต่เตรียมไปเองให้พร้อมจะดีกว่า

มี wifi ใช้งานได้ดี ทั้งบริเวณชั้นล่างที่เป็นส่วนกลาง และ wifi ของห้อง

ระบบรักษาความปลอดภัยดี แต่อาจจะต้องจำการกดรหัสนิดนึง

เพราะต้องกดเข้ารหัสประตูชั้นนอก พอเข้ามาส่วนด้านในก็ต้องกดอีกรอบ

และกดอีกทีที่ประตูห้อง (กดไม่เหมือนกัน)

ราคาห้องรวมอาหารเช้าแบบบริการตนเอง (8:30-10:30)

มีกระทะไฟฟ้าพร้อมไข่ดิบให้สร้างสรรค์เมนูยามเช้ากันตามใจชอบ

มีขนมปัง เครื่องปิ้ง อยากกินแบบไหนเลือกได้เลย พร้อมแยมสตรอเบอร์รี่ เนยถั่ว

หรืออยากกินแบบซีเรียล มีคอนเฟรคแบบเคลือบน้ำตาลและไม่เคลือบเตรียมไว้ให้พร้อมนม

แถมด้วยน้ำส้ม ชา กาแฟ ก็มี คือเลือกได้เลยว่าวันไหนอยากกินแบบไหน อุปกรณ์การกินครบครัน

ห้องอุ่นสบายมาก เหมือนอยู่บ้าน(ที่ไทย)เลย แม้อากาศข้างนอกจะหนาวติดลบก็ตาม

(เราอาบน้ำสระผมทุกวันเลย... นี่พูดจริงๆ)

สต๊าฟอาจจะไม่ได้ไนซ์แบบดูแอคทีฟเวอร์ๆ แต่ก็พร้อมให้ความช่วยเหลือ

เราประทับใจที่นี่มากกกกกกก แนะนำมากกกกกก

อ้อ ตัวที่พักห่างจากสถานีใต้ดินฮงแดนิดหน่อย ย้ำว่านิดหน่อยจริงๆ

ไม่ได้ใกล้แบบสิบก้าวถึงแต่ไม่ไกล แถวที่พักมีร้านอาหาร ร้านกาแฟเก๋ๆ

ร้านสะดวกซื้อแบบที่เราเรียกว่าร้านลุง ร้านป้า หรือมินิมาร์ท GS25 ก็มี

เอาเป็นว่าสะดวกสบายจริงๆ และแนะนำจริงๆ (ย้ำบ่อยจริงๆ)

วิธีการเดินทางมาที่พักให้ออกทางออก 3 มีบันไดเลื่อนขึ้น-ลง สะดวกสบายกับการขนกระเป๋าเดินทาง

ที่สำคัญทางออกนี้ลงไปปุ๊บเลือกได้เลยว่าจะไปสายสีเขียว (ที่วิ่งในเมือง) หรือสายสนามบิน

 

ตอนลงบันไดเลื่อนทางออก3 ลงมา จะเจอป้ายบอก ตรงไปไปสายสนามบิน

ถ้าจะไปสายที่วิ่งวนในเมือง สาย2 สีเขียว ก็แยกไปทางขวา

 

 

 

โหววว นี่แนะนำเหมือนได้ค่าโฆษณา แต่ป่าวเลย คือเราไปใช้มาจริงและประทับใจจริงจึงอยากบอกต่อ

 

 

 

ชั้นแรกตรงเค้าเตอร์ และบริเวณสำหรับกินข้าวเช้า

เราชอบตรงกระจกตรงที่ทอดไข่มาก

เรามองเห็นคนข้างนอกเดินไปมา แต่คนข้างนอกจะมองไม่เห็นเรา

(รูปสั่นๆเบลอๆ นี่ส่วนใหญ่ใช้กล้องมือถือ เราไม่ค่อยถูกกับกล้องมือถือ ขออภัยจริงๆ....)

 

ตัวอย่างหน้าตาอาหารเช้าที่สร้างสรรค์เอง

 

 

 

Wifi

คราวก่อนเช่าจากไทยไป คราวนี้ลองเช่าที่สนามบินบ้าง

ของ SK telecom เค้าเรียกมันว่า T mifi จองจากหน้าเว็บไป

1 เครื่องต่อได้ 3 user

(ตอนแรกคิดเอาเองว่าคงต่อได้มากกว่านี้แต่เพื่อประสิทธิภาพที่ดีเลยให้ต่อแค่นี้ แต่ลองแล้วสรุปต่อได้แค่ 3 จริงๆ)

ค่าเช่า: 5000 วอน/วัน

Rental fee: ไม่รู้เท่าไหร่ แต่ของเราเป็นโปรโมชั่นบอกว่าจองผ่านเว็บก่อนวันที่ 31 ธ.ค. 58 ไม่ต้องเสีย

(ซึ่งโดยปกติหากมีการเช่าเกิน 6 วัน ก็จะไม่ต้องเสียส่วนนี้เช่นเดียวกัน)

มี Vat อีก 10% ดังนั้นจะเท่ากับวันละ 5500 วอน

ในส่วนของการจ่ายเงิน ตอนไปรับเครื่องจะต้องใช้บัตรเครดิต (เท่านั้น เดบิตไม่ได้)

ที่ชื่อเดียวกับคนจอง และพาสปอร์ตของคนจอง

ทางเค้าจะรูดกันวงเงินประกันไว้ 100,000-200,000 วอน แล้วแต่รุ่นของเครื่อง

พอวันมาคืนเค้าก็จะรูดคืนเงินประกันให้ แล้วก็ค่อยรูดชำระค่าเช่าทั้งหมด

ตัว mifi เป็น LTE ใช้ได้ทั่วประเทศ

แต่เสียดายรอบนี้ผิดแผนเลยไม่ได้ออกนอกเมืองไปลองดูว่าใช้นอกโซลแล้วเป็นยังไง

ด้วยเรทที่เราไปค่อนข้างแพง สรุปค่า wifi รอบนี้เสียไปคนละ 516 บาท

(2 เครื่อง 4 คน)

ลิ้งค์จอง T mifi : https://www.skroaming.com/reserve/reserve_phone.asp 

 

 

 

 

การเดินทางจากสนามบินไปยังที่พัก

ครั้งแรกเราใช้บริการรถบัสสนามบิน ราคา 10,000 วอน เพราะพักแถวอีแด

วิธีนี้สะดวกสุด แต่สำหรับครั้งนี้

เรานอนที่ฮงแด และการนั่งรถไฟใต้ดินก็เป็นอีกวิธีที่สะดวกสำหรับการพักที่นี่

แต่ต้องเป็นแบบ Commuter เท่านั้นนะ ถ้าแบบด่วนไปจอด Seoul Station เลย จะลำบากแทน (แพงกว่าด้วย)

ที่สำคัญ การนั่งรถไฟนั้น ราคาถูกกว่ามาก แต่เราจำราคาไม่ได้อะ ติ๊ดๆ T-money ไป ไม่ได้ดู

น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3000-4000 วอน

 

 

อย่างไรก็ตามของถูกย่อมมีข้อเสีย

สิ่งที่เราพบกับการนั่งรถไฟเข้าเมืองนั้น ความสำบากคือ การเดินไปที่รถไฟค่อนข้างไกล

แต่เดินได้นะ ไม่ได้ลำบากชีวิต แต่เอาเป็นว่าถ้านั่งบัสสะดวกกว่าเห็นๆ

ต่อมาคือการนั่งรถไฟ คุณอาจจะไม่ได้นั่งตลอดทางค่ะ

พอดีว่าเราขึ้นขบวนที่จอดอยู่และคนก็เข้าไปเต็มแล้ว

ที่นั่งไม่เหลือและคนยืนกันเต็มไปหมด ก็ยืนกันไปจนถึงฮงแด ประมาณ 40 นาที

ซึ่งถ้านั่งบัส ยังไงก็มีที่นั่ง

(ถ้าแบบด่วนจอดที่ Seoul Station เลย แบบนั้นจะเป็นรถไฟที่ระบุที่นั่งไม่ต้องยืนเมื่อยตุ้มแต่แพงกว่า)

จากรูปรถไฟเข้าเมืองแบบจอดทุกป้าย มีทั้งหมด 12 สถานี

ฮงแดอยู่สถานีที่ 10 (นับรวมสถานีสนามบินอินชอนด้วย)

 

 

อันนี้ t-money ของเรา น่ารักใช่มั้ยล่ะ คิ_คิ

จริงๆเรามี t-money ใบเก่าอยู่ แบบเก่าที่ยังไม่เป็น one card all pass

แต่เนื่องจากเพื่อนไปซื้อบัตรใหม่ แล้วได้ลายสติ๊กเกอร์ในคาคาทอร์คมา

เราเลยซื้อใหม่บ้าง อันนี้ซื้อที่เซเว่นในสนามบินเลย ใบละ 4000 วอน

คือของเก่าก็ยังมี แต่แพ้อะไรแบบนี้ ทาสการตลาด 555555

 

 

 

วิวระหว่างนั่ง(ยืน)บนรถไฟ

ยืนก็จะได้ถ่ายวิวแบบนี้นะคะ ถ้านั่งก็จะได้ส่องคนแทน แล้วแต่ว่าชอบแบบไหน อิ_อิ 

 

 

ช้าไปมั้ย มาอิดิทเพิ่มรูป เนื้อหา และใส่โลโก้ให้ภาพ

เพราะเรารู้สึกว่าที่อัพไปก่อนหน้านี้มันดิบเกินไป ขออภัยในความลวกของเราด้วยค่ะ ;_;

 

 

 

 

Recommend