|l'=SarieW='l| View my profile

SUMMER IN SEOUL 2014 : DAY 3

posted on 13 Aug 2015 14:13 by sariew directory Travel, Diary

 

Day 3 : เกาะยออึยโด, Coex mall, คังนัม, คาโรซูกิลสุดชิค, อัปกูจอง, ทงแดมุนยามค่ำคืน

 

ยออึยโด: วันนี้ตื่นสายกว่าที่คิด คือห้องสามคนนี่สายตลอด จนห้องสองคนเริ่มเอือม ออกมาจากที่พักน่าจะเก้าโมงแล้วมั้งคะ ทีแรกวันนี้จริงๆกะว่าจะไปปั่นจักรยานที่ยออึยโด ที่นั่นเป็นเกาะที่มีสวนสาธารณะ เดินเล่นริมแม่น้ำฮันเห็นวิวตึกรามบ้านช่องฝั่งตรงข้ามชัดเจน ไปถึงก็ปีนขึ้นไปทางออกที่โผล่ริมแม่น้ำพอดี (ที่ยออึยโดยมีใต้ดินสองสถานีนะคะ เราออกกันที่ยออึยโดนารุ โผล่ออกมาเจอวิวพอดี) เดินไปอีกนิดก็ติดริมแม่น้ำแล้ว แต่เราคุยกันว่าไม่ปั่นจักรยานละ เดี๋ยวเหนื่อยแล้วเที่ยวต่อไม่สนุก ที่นี่เค้าปั่นจักรยานกันจริงจังมากเลยนะ แล้วก็มีเด็กหนุ่มสองคนมาฝึกกีฬาเอ็กสตรีมอยู่ริมน้ำ บ้างก็เป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกพากันมาปั่นจักรยาน แดดวันนี้แรงเหมือนเมื่อวาน ที่นี่มีตึก 63 ด้วยนะคะ แต่เราไม่ได้ไป แต่จากตรงที่ยืนอยู่สามารถมองเห็นตึกได้ เป็นตึกสีทองอร่ามเลย ที่นี่ถ้ามาฤดูใบไม้ผลิจะได้เห็นพ่ดก๊ด หรือซากุระเกาหลีบานสวยเชียว(เห็นในรูปตามรีวิว 555555) แต่นี่หน้าร้อน มีแต่ต้นไม้เขียวๆ ก็ดูแล้วสดชื่นดีแต่ติดจะร้อนไปหน่อย

 

 

Coex mall : จากยออึยโดเราถ่ายรูปกันสักพักก็ลงใต้ดินไปสถานีซัมซองกันเพื่อไป Coex mall ที่นี่ตั้งใจว่าจะมาดูพิพิธภัณฑ์กิมจิ เดินออกมาจากใต้ดินก็เดินตามๆเขาไป แต่เหมือนเราจะเดินอยู่แต่เฉพาะชั้นล่าง หาทางไปพิพิธภัณฑ์กิมจิไม่เจอสักที แวะเข้าร้านเครื่องสำอางร้านของเล่น เดินเล่นไปเล่นมาก็ไม่รู้ยังไง สรุปคือกลับมั้ย ไปคังนัมกันแล้วก็เฮ้ยอ้าว นี่มาทำไม ห้างเค้ามีตั้งหลายชั้น เดินอยู่ชั้นล่างชั้นเดียว คือเค้ารีโนเวทอยู่คะ แล้วเหมือนเราจะไม่ได้เดินขึ้นบันไดตั้งแต่แรก เลยไม่ได้ขึ้นไปส่วนอื่นของห้าง ดูเวลาแล้วล้ำมามากเลยสรุปว่าช่างมัน

 

คังนัม : เรานั่งรถไฟย้อนกลับมาลงสถานีคังนัม โผล่ออกมาก็ละลานตาด้วยร้านเสื้อผ้าเครื่องสำอางที่ศูนย์การค้าใต้ดิน เดินวนไปวนมากันอยู่นานมาก มากจริงๆ เดี๋ยวคนโน้นแวะคนนี้แวะ จนกว่าจะปีนขึ้นมาก็เพราะกระเพาะเรียกร้องอาหาร โผล่ขึ้นมาก็ไม่รู้จะไปทางไหนกินอะไรดี จนในที่สุด ร้านตรงติดกับทางออกใต้ดินนั่นแหละก็เป็นเป้าหมายของเรา ชื่อร้าน myung-in mando ร้านนี้ขายพวกมันดู(เกี๊ยว)คิมบับ โอเด้ง บิบิมบับ อาหารเกาหลีแบบที่เราๆ คุ้นเคย ที่เคยได้กินกันในเมืองไทย แต่จะบอกว่ารสชาติที่นี่แบบ เฮ้ยยยย อร่อยมากกกกกก คิมบับไม่ใช่คิมบับแบบที่กินที่กวางจัง ซึ่งอาจจะเป็นคนละแบบ เกี๊ยวอร่อยทุกแบบ ประทับใจ ที่สำคัญราคาถูกมากกกกกก เสียไปคนละ 4,000 วอนเท่านั้น!!

 

 

พอกินเสร็จ ที่หมายถัดไปคือสถานีชินซาดง เราจะไปคาโรซูกิลกัน แต่เราต้องไปเปลี่ยนสายที่สถานีม.โซล ซึ่งเป็นสถานีถัดไป ด้วยความที่เราอยากจะไปติ่งร้านกาแฟพี่สาวไค EXO (อุ้ย รู้เลยว่าติ่งวงไหน) ซึ่งอยู่ระหว่างทางจากสถานีคังนัมไปสถานีม.โซล เราแอบมีความหวังชวนเพื่อนเดินไปจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนสถานี แต่แล้ว... ฝนก็ตก T_T เป็นวันแรกที่เราเจอฝนตก แล้วตกหนักแบบไม่ควรเดินลุย ฝันเราสลายเพราะสุดท้ายก็ไม่อยากจะให้ทุกคนลำบาก เราเลยนั่งจากสถานีคังนัมไปเปลี่ยนสายเพื่อไปสถานีชินซาดง

 

 

ชินซาดง-คาโรซูกิล : ออกจากใต้ดินมาฝนก็ยังไม่หยุดตก แต่เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากซื้อร่มแล้วเดินฝ่าฝนเข้าถนนคาโรซู ยามนี้คือแทบจะไม่ได้ถ่ายรูปอะไรสักอย่าง ได้แต่ชายตามองร้านต่างๆที่เห็นในรีวิว ตอนแรกกะนั่งที่ coffee smith ที่สาขานี้จัดว่าชิคมาก มีโซนโอเพ่นแอร์นั่งด้านนอกแต่ไม่เปียกฝนด้วย แต่ประเด็นคือคนก็เยอะมากเช่นกัน เราเลยลากกรุ๊ปทัวร์เราเดินเข้ามาเรื่อยๆ แหงนหน้าไปเจอร้าน Gingko avenue ตามที่จำได้ว่าปรากฏอยู่ใน Come Rain Come Shine SEOUL เราลากคณะลูกทัวร์เราขึ้นไปบนชั้น 2 แบบแทบไม่ถามว่าอยากกินมั้ย ณ จุดนี้คือหาที่หลบฝนสักพัก เพราะพอฝนตก ลมเย็น ตัวเปียกนิดๆ ความหนาวก็ตามมา ที่นี่ขายวาฟเฟิล กาแฟ น้ำผลไม้ และอื่นๆ เราสั่งวาฟเฟิลมาแบ่งกันกิน และเราสั่งกาแฟไปหนึ่งแก้ว น่าจะเป็นคาราเมลเมคิอาโต้แหละ ราคา 6500 วอน วาฟเฟิลหารกันเหลือคนละ 1,700 วอน (ราคาที่เรากินแล้วหารกันทุกอย่างคูณห้านะคะจะได้ราคาจริง) กาแฟอร่อย แต่วาเฟิลเพื่อนๆว่าวิปครีมหวาน เนื้อไม่แน่น คือยังไม่เป๊ะ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แล้วแต่คนชอบนะคะ ทุกอย่างเราบอกแล้วต้องลองเอง ^^

 

 

อัปกูจอง: นั่งคุยกันสักพัก ฝนก็ยังไม่หยุดตกสักที แต่เราต้องไปต่อได้แล้ว ถ้านั่งอยู่อย่างนี้วันนี้คงไม่ได้อะไร เป้าหมายตอนนี้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปได้ถึงไหน จริงๆกะว่าจะเดินไปให้ถึงตึก SM เลย คือเดินไกลมาก แต่ตอนนี้ฝนก็ยังตกหนักอยู่ เราพาลูกทัวร์เราเดินฝ่าฝนไปเรื่อยๆ ผ่าน around the corner ซึ่งเป็นร้านเสื้อผ้าที่หน้าร้านเก๋ไก๋ก็ได้แต่ถ่ายรูปมา และร้านกาแฟ café publique ที่จากในหนังสือ ร้านนี้เป็นร้านกาแฟแบบ open air มีเก้าอี้สีแดงวางติดชิดริมทางเดิน แต่ตอนนี้ เค้าปิดประตูกระจกเสียมิดชิด ถือว่าได้เจอกันในอีกแบบละกัน T_T พอพ้นคาโรซูกิลออกมาอีกด้านข้างหน้าเราก็จะเป็นถนนอัปกูจอง เราเดินไปทางขวาเพื่อไปอัปกูจอง จะบอกว่ามันไกลมาก มันหนาวมาก มันฝนมาก วันนี้ถือเป็นวันที่แย่ที่สุดในทริปค่ะ การเจอฝนไม่ใช่เรื่องดีเลยจริงๆ แต่ฝนก็ไม่แย่เท่าลม ลมแรงมาก นอกจากจะพัดจนร่มจะพังแล้ว ยังหนาวมาก รองเท้าผ้าใบคู่เก่งที่กะจะใช้เดินเที่ยวตลอดทริปกลับชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ พอเราถึงละแวกสถานีอัปกูจองเราก็เดินทะลุตรอกซอกซอยตกลงกันว่าจะหาร้านข้าวกิน ไม่ก็ร้านอะไรก็ได้นั่งพักอีกสักรอบ รอฝนซาอีกนิด ไปๆมาๆ เข้า KFC =_= คนน้อย แอร์ไม่เย็น(ถือว่าดีคะเพราะตอนนี้หนาวมาก) แต่ที่นี่มีห้องน้ำให้เข้าได้ สะดวกสบายดีแท้ (รสชาติเราไม่รู้ค่ะ เราไม่ได้กิน เพื่อนๆสั่งมา แต่เราอิ่มกาแฟอยู่) นั่งซับรองเท้า จัดกระเป๋าทำใจกันอยู่นานทีเดียว เดินออกมาแล้วฝนก็ยังไม่หยุด ยังลงเม็ดอยู่ ท้อแท้มาก ฟ้ามืดแล้วด้วย น่าจะเกือบๆสองทุ่ม จุดมุ่งหมายของเราคือร้านชานมไอดอล coffioca แต่รู้อะไรมั้ย สุดท้ายเราก็ได้แต่เดินผ่านร้านไป เพราะคนข้างในเยอะ(แหม ร้านมีอยู่กี่โต๊ะ ถ้าเคยดูรีวิวจะเห็นค่ะว่าร้านเล็กมาก) และตอนนี้ชาวเราก็ไม่มีกระจิตกระใจจะกินอะไรเย็นๆทั้งนั้น มองซ้ายมองขวาเดินไปเรื่อยๆหาร้านจะกินข้าวก็ไม่ได้สักที แต่ที่นี่สมกับเป็นย่านคนรวยจริงๆ มีรถหรูขับเข้าตรอกซอกซอยให้เราได้วิ่งหลบกันตลอด เราเดินออกมาจนถึงรถไฟใต้ดินอัปกูจองโรดิโอ ซึ่งถ้าจะไปติ่งที่ตึกSMจะต้องเดินไปอีก แต่ตอนนี้เราไม่ไหวแล้ว ด้วยรองเท้าชุ่มน้ำและสังขารที่แย่มาก เลยพากันกลับไปตั้งหลักที่ๆพัก แล้วคืนนี้เราจะตามแผน ไปทงแดมุนกัน สุดท้ายข้าวเย็นก็ยังไม่ได้กิน หิ้วท้องรอไปกินที่ทงแดมุนเลยแล้วกัน (จริงๆวันนี้ตามแผนเรามีสะพานบันโพด้วย สะพานน้ำพุสายรุ้ง แต่เราแอบตัดออกไปตั้งแต่มาถึง คือรู้สึกว่าไม่ทันหรอก ที่สำคัญคือที่นี่ถ้าไม่นั่งรถเมล์คือต้องเดิน ซึ่งเราก็คิดว่าการเดินเพื่อไปดูน้ำพุ 15 นาที คงไม่คุ้มเท่าไหร่)

 

 

ทงแดมุน : กลับมาถึงที่พักก็สลัดรองเท้าผ้าใบทิ้ง คว้ารองเท้าแตะออกมาโลดแล่นแทน ไปถึงทงแดมุนก็ออกทางผิดอีก ต้องเดินอ้อมมา แล้วก็เจอ DDP และห้างต่างๆตั้งเรียงรายอยู่ถนนฝั่งตรงข้าม ทงแดมุนเป็นย่านที่ตึกห้างสรรพสินค้าตั้งติดๆกันเยอะแยะมากมาย และห้างเหล่านี้เปิดถึงดึกๆดื่นๆตีสี่ตีห้าเลยทีเดียว ถ้าให้เปรียบก็คงเหมือนประตูน้ำ ข้างในก็เป็นร้านค้าหลายๆร้าน ขายเสื้อผ้าแนวใกล้ๆกันบ้าง ต่างกันบ้าง ราคาไม่ห่างจากย่านอีแดมากคะ เสื้อยืดตัวละ 5,000-10,000วอน เดินไปได้ห้างนึงเราก็ออกข้างนอกเดินหาร้านกินข้าวมื้อดึกกัน สี่ห้าทุ่มได้ ณ ตอนนั้น ได้ร้านปิ้งย่างมาร้านนึง ซึ่งตอนแรกเค้าคุยกะเราไม่รู้เรื่อง เพราะเหมือนว่าพนักงานคนที่มารับออร์เดอร์เราจะพูดอังกฤษไม่ได้ ได้แต่เกาหลีกับจีน ซึ่งพอคุยเกาหลีแบบง่อยๆของเราไปเค้าก็ฟังไม่เข้าใจ ต้องให้ป้าที่ดูเชี่ยวกว่ามารับออร์เดอร์ เราก็ใส่เกาหลีปนอังกฤษกับป้าไป เป็นอันรู้เรื่อง สั่งหมูสั่งเนื้อมา แต่ที่นี่แปลกอย่างตรงกระทะที่ใช้ย่าง คือเหมือนกระเบื้องห้องน้ำมาต่อกันเป็นแผ่นๆ แล้วตั้งให้เอียงเพื่อให้น้ำมันไหลลงช่องที่เป็นช่องใส่ขยะ กิมจิร้านนี้มาเป็นต้น วางบนส่วนที่ไม่โดนความร้อน เนื้อหมู กับกิมจิก็ใช้กรรไกรตัดเอา ตามสไตล์เกาหลีเลย รสชาติอร่อยจริงจัง จริงๆตั้งแต่มานี่เราเจอแต่อาหารร้านอร่อย หรือจริงๆแล้วอร่อยทุกร้านก็ไม่รู้ (ขออนุญาตยกเว้นที่กวางจังไว้นิดนึง) เกาหลีนี่คนจีนมาเที่ยวเยอะจริงๆ ไม่ว่าจะร้านอาหารร้านเครื่องสำอางมีแต่แม่ค้าพูดจีนได้ ส่วนร้านกาแฟ เซเว่น หรือร้านอาหารบางร้าน พนักงานพูดอังกฤษได้ดีเลยนะ มื้อนี้หมดไปคนละ 11,800 วอน อิ่มหน่ำมากกกกกกกก

ท้องอิ่มแล้วก็ลุยต่อไม่ได้ไปไหนคะ เดินในห้างนั่นแหละ แต่เราก็เดินได้แค่ไม่กี่ห้างนะ น่าจะ 3 พอตีหนึ่งกว่าก็กลับ เพราะดูท่าแล้วเดินๆไปก็เหมือนเดิม คือเป็นตึกที่มีเสื้อผ้าทุกชั้น แล้วมันไม่ได้เดินเล่นรับลมเรื่อยๆเหมือนฮงแด เดินแล้วไม่ได้ซื้อด้วย

 

 

 

ประสบการณ์กับแท็กซี่เกาหลี: ขากลับนี่กะไว้แล้วว่าต้องนั่งแท็กซี่ ก็ออกมาหน้าห้าง มีแท็กซี่สีส้มจอดอยู่ ก็เปิดประตูบอกลุงคนขับเหมือนที่บ้านเราเลยว่าไปอีแด ลุงก็พยักหน้าแบบเหมือนไม่พยัก เราก็อัดกันไป หลังสี่หน้าหนึ่ง... ลุงก็เงียบ ค่อยๆขับออกไปช้าๆ ช้ามาก แล้วก็บอกว่า 5 คนไม่ได้นะ เราก็เอ้อ ไม่ได้แล้วนี่ให้ทำไง คือลุงไม่ได้จอดให้ลง รถก็ยังวิ่งอยู่ คือจะยังไง เราก็เงียบกัน เงียบมากกกกก ลุงก็บอก ห้าคนมันอันตรายหรือปัญหาหรืออะไรสักอย่าง จำไม่ได้ว่าลุงพูดยังไง ที่จำได้คือ เนกไทม์ ทูพาร์ท ยูโน้วว เราก็อ่ออออ โอเคๆ แท้งคิ้วววววววววว แล้วก็เงียบกันมาตลอดทาง ลุงแลดูโกรธๆแต่ปนเอ็นดู(นี่วัดจากตรงไหน55555) คือไอ้เด็กพวกนี้มันไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย ก็ไม่รู้จริงๆนิ ;_; เราไม่แน่ใจนะคะว่าเป็นกฎหมายเค้าหรือเปล่า แบบถ้าเจอว่านั่งเกินจะโดนจับมั้ย ไม่ได้หาข้อมูล ซึ่งจริงๆรถแท็กซี่ที่นี่เป็น Hyundai Sonata ถ้าให้เทียบขนาดก็คงใกล้เคียงกับ Camary หล่ะมั้ง ซึ่งมันนั่งสบายมากนะถึงด้านหลังจะสี่คนก็เถอะ เราเงียบกันมาตลอดทาง ลุงส่งหน้าใต้ดินอีแด เราก็ลงมาอย่างเงียบๆ 55555555 นับเป็นประสบการณ์อีกอย่างหนึ่ง เราหาข้อมูลเรื่องแท็กซี่ไม่เยอะเท่าไหร่เพราะคิดว่าคงไม่ได้นั่งบ่อย รู้แค่ว่ามีแท็กซี่สองแบบ อีกแบบคือโมบอมที่ราคาแพงกว่า มารอบเดียวรู้เลย ต้องขอบคุณคุณลุงที่เมตตานะคะ อีกอย่างคือแท็กซี่ที่นี่ห้ามปฏิเสธผู้โดยสารค่ะ ถ้าปฏิเสธสามารถจดเลขทะเบียนไว้ได้เลย คนขับจะถูกปรับ แต่จำไม่ได้ว่าเท่าไหร่ยังไง โอเคจบค่ะวันนี้ :)

 

 

Tags: korea, seoul, summer

Recommend