|l'=SarieW='l| View my profile

SUMMER IN SEOUL 2014 : DAY 1

posted on 25 Aug 2014 12:50 by sariew directory Travel, Diary

ก่อนจะไปเริ่ม Day 1 ขอออกตัวก่อนว่าไม่ใช่กูรูเกาหลีอะไร ก็ติ่งไปวันๆเหมือนคนทั่วไป แต่เราเคยเรียนภาษาเกาหลีนิดหน่อย ทำให้สามารถอ่านได้ เข้าใจการสื่อสารและคำศัพท์ง่ายๆได้ นั่นเลยทำให้ง่ายต่อการอ่านเส้นทางต่างๆ และขอบอกอีกครั้งว่าทั้งหมดนี้เป็นประสบการณ์ของเรา ข้อมูลบางอย่างอาจจะไม่ถูกร้อยเปอร์เซ็น

ดังนั้นหากมีข้อมูลใดที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง ต้องขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้ก่อนเลยนะคะ

 

ศุกร์ที่ 8 สิงหาคม 2557 : Day 1 : สนามบินอินชอน, เช้คอินเข้าที่พัก,

ถนนอินซาดง, คลองชองกเยยามค่ำคืน, ไปตื้ดกันที่ฮงแด

ออกเดินทาง : วันเดินทาง เครื่องบินเราออกเวลา 8.05 นาที ที่ดอนเมือง เที่ยวบินนี้เกือบทั้งลำเป็นคนเกาหลี มีคนไทยอยู่ไม่น่าจะถึง 20 คน (กะเอาจากที่เห็น) ผลของการไม่สั่งข้าวคือพอเค้าเสิร์ฟอาหารกันก็เริ่มรู้สึกหิว แต่เราก็ทนนั่งๆนอนๆกันไป จิบน้ำเปล่าแก้หิวไป แล้วก็เหมือนว่าจะโชคดีมากไม่รู้ว่าด้วยเพราะอะไร เค้าถึงจัดให้เรากับเพื่อนอีกสองคนได้นั่ง Hot seat ซึ่งพื้นที่ข้างหน้ากว้างสามารถเหยียดเท้าได้สบายบรื้อ ส่วนเพื่อนอีกสองคนได้นั่งเลขติดกันแต่ดันโดนแยกกันด้วยทางเดิน และเนื่องจากเครื่องขึ้นดีเลย์ไปมาก เราเลยถึงสนามบินอินชอนกันช้าไปราวๆ 30 นาทีได้

ถึงสนามบินแล้ว!! : หลังจากลงเครื่อง เนื่องจากเกทที่เราลงไม่ได้อยู่ที่อาคารหลัก ต้องนั่งรถไฟไปอีกไม่เกิน2นาที แต่ก็มีระยะทางการเดินจากเครื่องไปที่รถไฟนิดหน่อย เดินตามๆเค้าไป รถไฟคนเยอะนะคะ เราไปถึงรถขบวนแรกเข้าไม่ได้คนแน่น แต่รอประมาณ 5 นาทีขบวนใหม่ก็มา

พอไปถึงอาคารหลักเราก็จะเจอกับด่าน ตม. ใช้เวลาตรงนี้นานมากกกกกกกกก เพราะคนเยอะมากจริงๆ จุดนี้เจอคนไทยอยู่หลายกลุ่ม แต่เหมือนจะมาคนละไฟลท์กัน เราแอบตื่นเต้นนิดหน่อยนะ แต่ก็ไม่มาก ใครไปเกาหลีครั้งแรกแบบพาสปอตขาวก็ทำตัวตามปกติค่ะ อย่าไปกลัว(เราต้องสู้ เราต้องมั่น) เตรียมเอกสารต่างๆไปให้พร้อมเผื่อเค้าขอดูอะไรก็ให้เค้าไป เราผ่านตม.ได้สบายๆ เอกสารที่เตรียมไปไม่ได้ใช้ แถมไม่ได้พูดอะไรกับ ตม. สักคำ บอกแค่แท้งคิ้ว 5555

แต่เรื่องไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อเพื่อนคนสุดท้ายที่เราวางตัวไว้ว่ายังไงก็ผ่านแน่ๆ เพราะไปมาหลายประเทศ เคยเข้าออกเกาหลีหลายครั้งแล้วเลยวางให้ผ่านตม.เป็นคนสุดท้าย ดันต้องเดินเข้าห้องเย็นไปเฉย... เห่ยยยยย นี่มันเรื่องระทึกใจอะไรกันนี่ จุดนั้นคือหิวมากนะ ควักทาโร่ที่ติดตัวมากินกันจนหมด เพื่อนก็ห่วง เดินด้อมๆมองไปชะเง้อไปดูที่ห้องเย็น ก็มีหลายคนเข้าไป แล้วก็ออกมา รอสักพักเพื่อนเราก็ออกจากห้องเย็นมาคะ ถามความมาได้ว่าเนื่องจากมีการเปลี่ยนชื่อ จนท.ก็ถามว่ายูเปลี่ยนชื่อหรอ แต่เพื่อนเราลืม คือเปลี่ยนมานานแล้วก็เหมือนจะตอบไปว่าไม่ได้เปลี่ยน ตม.คง งงๆ เชิญห้องเย็นไปอธิบายนะลูก แต่ก็เคลียร์ค่ะ ไม่มีอะไร เรื่องน่าตื่นเต้นถัดมาคือหาสายพานกระเป๋าไม่เจอ เหมือนเครื่องจะลงนานมากแล้ว ก็เลยไม่มีการแจ้งที่บอร์ดแล้ว เดินไปถาม จนท. เค้าก็เช็คให้ ปรากฏว่ามันมานอนกองอยู่ข้างๆสายพานแล้วสายพานตรงหน้าเลย 555 แล้วก็ถึงเวลาออกไปข้างนอกเตรียมตัวเข้าที่พัก ณ จุดนี้คือเลยเวลาที่เราวางแผนไว้มากโข่เลยคะ

การเดินทางจากสนามบินไปที่พัก : ที่พักที่เราจองไว้คือ Shinchon hostel แต่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินอีแด (ชินชนกับอีแดเป็นย่านที่ติดกัน) ตอนแรกเรากะจะนั่งรถไฟ เพราะประหยัด ราคาจากที่หาข้อมูลมาคือ 3,950 วอน เอง แต่ข้อเสียคือต้องลากกระเป๋าระหว่างสายใต้ดินสนามบินกับสายในเมืองเพื่อไปที่พัก แต่เนื่องด้วยเราเลทมามากแล้ว เลยขอเดินทางเข้าโซลด้วยวิธีที่สะดวกสบายและคิดว่ารวดเร็วกว่า คือ รถบัสลีมูซีนของสนามบิน ตารางรถบัสลองดูจากเว็บไซท์ของสนามบินนะคะ ถ้าพักแถว ฮงแด ชินชน อีแด นั่งสาย 6002 ค่ะ ค่ารถ 10,000 วอน ประมาณ 300 บาท เราซื้อตั๋วที่เค้าเตอร์ในสนามบิน แต่จริงๆเหมือนซื้อจากเค้าเตอร์หน้าเกทหรือซื้อกับคนขับรถได้เลย หรือถ้าเอาให้สะดวกสุดคือซื้อ T-money แล้วเติมเงินจาก 7-11 หรือร้านสะดวกซื้ออื่นๆ ในสนามบินแล้วติ๊ดได้เลย แต่เราไปซื้อ T-money แล้วบัตรหมดพอดี พอรถมา ก็จะมีคุณลุงมาช่วยคนขับขนกระเป๋าเราใส่ชั้นล่างของรถ โดยกระเป๋าเราจะติดสติ๊กเกอร์บอกเบอร์ไว้ แล้วลุงก็จะให้เราถือสติ๊กเกอร์เบอร์เดียวกันอีกส่วน เอาไว้หยิบกระเป๋าตอนลง (เราแอบโดนลุงเหวี่ยง คือลุงยื่นติ๊กเกอร์ให้ละเราทำหน้างงไม่ยอมรับ ตอนนั้นไม่มีสติ T_T) ขึ้นไปก็นั่งตรงไหนก็ได้คะ อ่อ รถแต่ละสายจะขึ้นที่ป้ายต่างกันนะ หาข้อมูลก่อนไปดีๆ หรือจะไปถามที่เค้าเตอร์ขายตั๋วที่สนามบินก็ได้คะ เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเราได้(แต่บางทีอาจต้องเสียเวลาต่อคิวถาม) โดยสาย 6002 นี้ ขึ้นที่ป้าย 5B หรือ 12A ค่ะ

Check-in เข้าที่พัก : ใช้เวลาประมาณชั่วโมงนิดๆ เราก็ไปถึงอีแด จากป้ายที่รถบัสจอด ข้ามถนน แล้วลากกระเป๋าเดินเข้าซอยมานิดหน่อยก็ถึง ไม่ไกลเลย และยังใกล้สถานีรถไฟใต้ดินมากๆ (รถบัสมีประกาศสถานีตลอด ลงตรงไหนกดออดได้เลยค่ะ) สำหรับที่พัก ที่ Shinchon hostel มีสต๊าฟที่พูดภาษาอังกฤษได้คล่องปรื้อจนเราฟังไม่ทัน ;_; นอกจากนี้ยังสามารถพูดภาษาจีนได้ (คนจีนมาพักที่นี่ค่อนข้างเยอะ) แถมบางทีเพื่อนเราแกล้งพูดภาษาญี่ปุ่นใส่ก็บอกว่าพูดไม่ได้ แต่ตอบโต้กลับมาได้อีกต่างหาก เยี่ยมมากคะ ' 'b ตอนเราจองดูจากราคาที่เว็บ ตกคนละ 104,000 won สำหรับ 4 คืน คือราคานี้เป็นราคาห้องTwin 1 ห้อง และ ห้องTriple 1 ห้อง แต่เหมือนสต๊าฟจะงงๆ ถามเรากลับว่าราคาที่จองมานี่เท่าไหร่ ซึ่งการจองที่พักของเราอย่างที่บอกเพื่อนเราคุยผ่านไลน์ แล้วก็ไม่มีเอกสารยืนยันอะไรเลย ไปๆมาๆเค้าก็ลดให้เราเหลือคนละ 100,000 won /4คืน

เช็คอินเสร็จก็สำรวจห้องกันค่ะ สำหรับที่นี่จะมีอาหารเช้าให้นะคะ (เราไม่รู้ว่าถึงกี่โมง น่าจะ 11มั้งนะ) ไปทำกินเอาเอง ครัวอยู่ชั้นใต้ดิน โดยจะมีรามยอน(มาม่าเกาหลีห่อๆ) มีหม้อจานชามและอุปกรณ์กระทะเตาให้ครบ มีขนมปังกับเครื่องปิ้ง แต่มีแยมแบบเดียว ไม่แน่ใจว่าน้ำผึ้งหรืออะไร มีไข่ให้ทอดด้วยหรือจะใส่มาม่าก็ตามใจ ซื้ออาหารสดอย่างอื่นมาทำกินเองก็ได้นะคะ ในครัวมีตู้เย็น ทำกินเสร็จแล้วก็ต้องล้างเก็บให้เค้าด้วยนะ (มีป้ายภาษาไทยติดไว้ชัดเจนว่าเสร็จแล้วช่วยล้างด้วย!) สำหรับห้อง เรานอนห้อง 3 คนค่ะ แต่เนื่องจากเค้าไม่มีห้อง 3 คนให้เรา เค้าเลยให้เราพักห้องขนาด 5 คน มีเตียงดับเบิ้ล 1 เตียง เตียงเดี่ยว  1 เตียง และเตียง 2 ชั้น 1 เตียง มีตู้เย็นมีทีวีพร้อม มีกระจกบานยาวให้ ครบ! ห้องกว้างขวางดีนะคะ สำหรับ 3 คนอยู่ ถ้า 5 คนก็คงแอบแน่น ห้องน้ำโอเคค่ะไม่ใหญ่แต่ก็ไม่ได้เล็กเกินไป อาบน้ำก็อาบทีละคนจะเอาใหญ่ขนาดไหนเชียว =_= แต่ข้อเสียคือไม่มีอ่างล้างหน้า กับไม่มีทีฉีดก้น 55555555 จะทำยังไงก็แล้วแต่ถนัดละกัน (ไม่ได้ถ่ายรูปห้องน้ำมาให้ดูซะด้วยสิ) ไม่มีอ่างล้างหน้าแต่มีกระจกนะคะ สำหรับที่พัก ที่นี่ถูกที่สุดแล้วสำหรับห้องที่มีห้องน้ำในตัว เราลองเทียบกับที่อื่นจากหลายๆ ย่านแล้ว ที่นี่ราคาถูกสุดและสภาพจริงๆ ก็โอเคอยู่ มีผ้าเช็ดตัวกับกระดาษชำระให้หยิบเองได้เลยที่แถวเค้าเตอร์ ที่ห้องมีไดร์เป่าผมให้อยู่แล้ว มีสบู่กับแชมพูในห้องน้ำนะ แต่มันใกล้หมดซึ่งเราพกสบู่ยาสระผมไปเองอยู่แล้ว

[ใครสนใจ Shinchon hostel ดูรายละเอียดได้ในเว็บเลยค่ะ http://www.sc-hostel.com/ ]

 

*เตียงนอนสองชั้นในห้อง เรานอนชั้นบน หลับสบาย^^*

มื้อแรกที่ SEOUL : น่าจะสัก2ทุ่มแล้วมั้งตอนออกมาจากที่พัก (เดิมคิดว่าจะถึงที่พักสัก6โมงเย็น) ก่อนไปอินซาดงเราหาข้าวกินแถวที่พักกันก่อน เนื่องจากอดอาหารกันมายาวนานตั้งแต่เช้า (แต่ซื้อข้าวปั้นกับนมกล้วยกินบนรถบัสรองท้องไปแล้ว) จิ้มได้ร้านขายไก่ทอดห่างจากที่พักไม่กี่ก้าวเดิน ร้านชื่อ Yangpang chicken สั่งบูแดชิเกไปหนึ่ง เราจำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลยนะคะ เมนูก็ไม่ได้ถ่ายมา แล้วก็สั่งไก่ทอดไปชุดนึง เป็นแบบราดซอสกับกรอบๆอย่างละครึ่ง คือกินบูแดชิเกหมดแบบวิดน้ำกระทะแห้งแล้วไก่ก็ยังไม่มา นี่สงสัยว่าทอดพิถีพิถันมากจริงๆ เลยสั่งข้าวมากินกับไก่ทอดที่ตามมาทีหลัง จะบอกว่าตอนแรกที่เดินเข้าไปคือก็ลังเลนะ เพราะไม่มีลูกค้าในร้านเลย กลัวไม่อร่อย แต่พอเดินเข้าไปก็มีน้องผู้ชาย (หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม...อ๊ายยยย) ออกมาต้อนรับ อร่อยไม่อร่อยค่อยว่ากัน 55555 แล้วเหมือนร้านนี้เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน เพราะเห็นมีน้อง แล้วก็ผู้หญิงกับผู้ชายมีอายุซึ่งเดาเอาว่าน่าจะเป็นพ่อกับแม่บริการกันอยู่ 3 คน ซึ่งพอเรานั่งกินไปเรื่อยๆก็มีลูกค้าเข้ามาเรื่อยๆเช่นกัน สำหรับมื้อนี้หมดไปคนละ 4200 วอน



 

ยามค่ำคืนที่ อินซาดง, คลองชองกเย : พอกินอิ่มก็เดินหน้าต่อคะ นั่งรถไฟใต้ดินไปสถานีอันกุก ออกทางออก 6 แล้วเดินไปอินซาดง น่าจะประมาณ 3 ทุ่มได้นะคะ เราจำเวลาเป๊ะๆไม่ได้เลยจริงๆ ซึ่งอินซาดงยามนี้ร้านรวงปิดไปหมดแล้วนะ แต่ยังมีคนเดินอยู่เต็มเลย O_o แถมมีเด็กวัยรุ่นมาเปิดหมวกเล่นดนตรีอีก ซึ่งดนตรีเปิดหมวกที่เกาหลีแต่ละครั้งที่เราเจอนี่ฝีไม้ลายมือไม่ใช่ไก่กาอาราเล่เลยจริงๆ ที่อินซาดงเราเจอเป็นวงเด็กผู้ชายร้องเพลงเพราะทีเดียว แล้วเราก็เดินไปตามอินซาดงเรื่อยๆ เป้าหมายคือทะลุซอยตรงข้ามกับซัมซีกิลเพื่อทะลุออกไปวัดโชกเย ข้ามถนนไปกะว่าจะไปไหว้พระ แต่คือ... มันเงียบมาก เงียบจนเราได้แต่ด้อมๆ มองๆ ถ่ายรูปอยู่หน้าวัดแล้วเดินจากไป =_= ฮื้อออออ มันดึกแล้วด้วยหละ เราเลยไม่กล้าจะเดินเข้าไปข้างในกัน แม้ตามคู่มือแนะนำที่เที่ยวจะบอกเราว่าวัดนี้เปิด 24 ชั่วโมงก็เถอะ

แล้วเราก็เดินไปตามแนวถนนอินซาดงคะ แต่เดินเลียบถนนใหญ่ข้างนอกจากหน้าวัดโชกเยเพื่อไปยังคลองชองกเย เดินไปเรื่อยๆ เราก็เริ่มได้กลิ่นคลอง แรกๆก็สงสัยเฮ้ยนี่กลิ่นคลองจริงหรือ มันไม่น่าจะเหม็นป่ะ? ตามคำร่ำลือ แต่ก็นั่นแหละกลิ่นคลองจริงๆ แต่มันไม่ได้เหม็นมากมายขนาดต้องควักยาดมมาอุดรูจมูกนะคะ พอเราเจอคลองเราก็หาทางลงไปเดินข้างล่างเลียบคลอง คลองชองกเยยามนี้คือแบบ... ก็ว่าไม่มีแฟนไม่เหงานะ แต่พอเห็นเค้ามากันเป็นคู่เท่านั้นแหละ เหงาเลย นี่เรามากันเป็นคี่ด้วย มีวัยรุ่นหนุ่มสาวคละอายุกันไปนั่งกันเป็นคู่ๆ ชมคลองไปจีบกันไป เราก็เงิบกันไป เดินไปเรื่อยๆไปทางที่มุ่งหน้าไปควางฮวามุน เราก็เจอกับมุมที่มีหนุ่มสาววัยรุ่นเปิดหมวกเล่นดนตรีกัน ดนตรีเปิดหมวกที่นี่อุปกรณ์ครบครันตลอดนะคะ มีลำโพงมีไมค์มาเอง คือไม่ได้มาเล่นเพื่อขอเงินเฉยๆ แต่ทำให้ดนตรีที่ออกมามีคุณภาพที่สุดเพื่อคนที่กำลังรับฟัง ตอนเราไปเป็นช่วงที่เค้ากำลังคุยกับคนที่ผ่านเข้ามาทักทาย เราชอบวัฒนธรรมการดูดนตรีข้างทางของคนที่นี่นะ มันไม่เชิงว่าเป็นการมาขอเงินเสียทีเดียว เหมือนเค้าออกมาแสดงความสามารถที่มี ให้เสียงดนตรีของพวกเขามอบความสุขให้คนอื่นๆได้บ้างไม่มากก็น้อย (ต้องมีคนแอบด่าเราในใจแน่ๆ ว่าเพราะแกชอบเกาหลีอะไรๆก็ดีไปหมดน่ะสิ... แหม ต้องลองไปดูเองแล้วจะรู้) เรานั่งรอสักพัก พวกเค้าก็เริ่มเล่นเพลงสุดท้ายซึ่งเป็นเพลงที่เรารู้จัก คือเพลง I’m in love เราเข้าใจว่าเพลงนี้ต้นฉบับเป็นของ Ra.D ถูกมั้ย? แต่เวอร์ชั่นนี้ผู้หญิงร้องก็เลยเหมือนกับที่ นาร์ชา Brown eye girls เคยร้องไว้ ฝีไม้ลายมือของพวกเขาก็ไม่ธรรมดาทีเดียว ใครมากับแฟนนี่คงฟินไปเลย มีคลอง มีน้ำตก มีคนที่ชอบมาด้วยแถมมีเสียงดนตรีเพราะๆให้ฟังอีก



หลุดจากคลองมา เราก็เดินไปถึงแยกที่ได้พบกับนายพลอีซุนชิน (เดินไปอีกหน่อยจะเจอกษัติย์เซจง) แต่เหมือนตอนนี้เค้ากำลังประท้วงหรือขอความช่วยเหลืออะไรกันสักอย่างอยู่เกี่ยวกับเรือเซวอล และมีการซ่อมถนน เลยไม่ค่อยสะดวกนักกับการเดินเล่น เราเลยทักทายนายพลอีซุนชินเล็กน้อย ส่วนกษัติย์เซจงนั้นเราจะมาทักทายท่านในวันพรุ่งนี้ ก็เลยนั่งรถไฟใต้ดินจากสถานีควางฮวามุนไปยังฮงแดที่หมายสุดท้ายในคืนนี้

 

ไปตื๊ดกันที่ “ฮงแด” : ฮงแดเป็นย่านที่ต้องบอกว่าตลอดทริปนี้เรามากันแทบทุกคืน... และยิ่งวันนี้ คืนวันศุกร์ เหมือนเป็น Club day ไนต์คลับผับบาร์จะคึกคักมากเป็นพิเศษ ที่สำคัญ หนุ่มสาวย่านนี้หน้าตากรุบกริบระดับพรีเมียมกันทุกคน(แต่ผ่านอะไรกันมามากน้อยแค่ไหนอันนี้ดูไม่ออกจริงๆ) เสื้อผ้าหน้าผมมาเต็มแบบไม่มีใครยอมใคร เรามาถึงฮงแดราวๆห้าทุ่ม แต่ที่นี่คึกคักสุดๆ ร้านขายต๊อกโบกกี โอเด้ง ที่เป็นซุ้มๆ เรียกว่าโพจังมาจา เปิดเรียงรายกันตั้งแต่ทางออกใต้ดินทางออกที่ 9 เรื่อยมาจนถึงในฮงแด ที่สำคัญ!!! หนุ่มสาวย่านนี้เน้นมากันเป็นฝูง มีจับคู่มาบ้างแต่นับว่าน้อย ฝูงนี่มีทั้งฝูงหญิง ฝูงชาย และฝูงคละหญิงชาย คือมันใช่ นี่แหละสิ่งที่เราต้องการ!!! เรามาฮงแดเพราะตอนแรกกะว่าจะมาลองเข้าผับที่นี่สักครั้ง แต่ดูจากจำนวนคนที่ต่อแถวเข้าผับดังอย่าง Cocoon กับ NB2 แล้วเราขอลา พรุ่งนี้ยังมีแพลนเที่ยวอีกยาวเป็นห่างว่าว สุดท้ายก็ได้แต่เดินเรื่อยๆค่ะ ฝ่าดงหนุ่มๆ สาวๆ อุ้ยยยยย ฟินสุดๆ >.<


 

เดินไปเดินมาเอ้า ตี1กว่าแล้ว คิดไว้แต่แรกอยู่แล้วว่าน่าจะต้องเดินกลับที่พัก (ฮงแดติดกับชินชนและชินชนติดกับอีแดนะคะ พอเดินได้อยู่) เราไม่ได้เช็คเวลาว่ารถไฟเที่ยวสุดท้ายมีถึงกี่โมง เข้าใจว่าเที่ยงคืนคือหมด (มารู้เอาคืนสุดท้ายว่าหลังเที่ยงคืนก็มี ลองเช็คเวลาในแอพฯได้) ก็เลยเดินไปเรื่อยๆ แต่ก็แอบเหนื่อยนะเอาจริงๆ แต่มันดีตรงที่อากาศหน้าร้อนที่นี่ตอนกลางคืนจะมีลมเย็นๆโกรกแบบตัวแทบปลิว ระทึกนิดนึงคือเรารู้สึกว่าเดินผิดรึปล่าว เหมือนจะหลง เดินเข้ามินิมาร์ทเค้าก็พูดเกาหลีใส่เราซึ่งเราก็พอฟังออกนิดหน่อย ถามว่ารถแท็กซี่ได้มั้ย เค้าบอกเรามีกัน 5 คน ต้องไป 2 คัน คันเดียวไม่พอ ตอนนั้นไม่เข้าใจ ก็โอเคไม่พอก็ไม่พอ รถเมล์หมดแล้ว ใต้ดินหมดแล้ว ตามที่เค้าบอก เราบอกเราจะเดินไปอีแด เค้าบอกไกล สุดท้ายก็ซื้อของกินและเดินจากมา ก็ตัดสินใจว่าเดินเถอะ แล้วเราก็เซิจเอาจากแอพฯแผนที่ของ Daum เทียบตำแหน่งที่เราอยู่กับตำแหน่งที่เราจะไป บวกกับมีเพื่อนเปิดจากกูเกิ้ลแมพ ทำให้เราเดินออกมาจนพบทางที่มั่นใจว่ามันคือถนนใหญ่และเดินต่อไปถึงอีแดแน่นอน อีกเรื่องหนึ่งที่เราไม่รู้และมารู้เอาวันถัดมาคือปุ่มกดสีเหลืองที่แยกไฟแดง คืนนั้นเราข้ามถนนแยกใหญ่กัน รถไม่ได้เยอะนะ มีแค่แท็กซี่คันนึงกำลังจะขับผ่านไป แต่ด้วยความที่บ้านเราถ้ามีปุ่มให้กดก็คือกดเพื่อให้รอสัญญาณไฟคนข้ามเพื่อนเราก็เลยกด กดปุ๊ปแทกซี่เบรกปั๊บ รวดเร็วทันใจ งงๆกันอยู่ว่า "เฮ้ย!! ทำไมกดปุ๊ปแดงปั๊บเลยวะ?" ก็ไม่ได้ติดใจอะไร จนมาวันถัดไปเราสังเกตที่ปุ่ม เอาภาษาเกาหลีที่เขียนอยู่มาเสิจ คือปุ่มมันอยู่ต่ำกว่าระดับปกติจนเพื่อนเอะใจ แล้วก็ถึงบางอ้อ ว่าเค้ามีไว้ให้คนตาบอดหรือคนพิการที่จะข้ามถนน =_= รู้สึกผิดอย่างบอกไม่ถูก ทำการจราจรเค้ารวนไปหมด แต่ลุงแท็กซี่คืนนั้นน่าจะเข้าใจได้ว่าเด็กพวกนี้มันต่างด้าว ต้องขออภัยจริงๆ -/\-


*ฮงแดยามค่ำคืน ยิ่งดึกยิ่งครึกครื้น*

 

กว่าจะถึงที่พัก อีแดยามนี้เงียบวังเวงสุดๆ ต่างกับฮงแดลิบลับเลย แต่ก็ดีค่ะ ย่านนี้เอาไว้นอน ดึกๆเงียบๆแบบนี้ดีแล้ว เราประหลาดใจนิดหน่อยที่ยามนี้ ตีสองกว่าเข้าไปแล้วแต่สต๊าฟผู้ชายที่รับเช็คอินเรายังไม่หลับไม่นอน ยังนั่งอยู่หน้าเค้าเตอร์อยู่เลย ที่ Shinchon hostel ไม่มีเคอฟิวนะคะ ประตูทางเข้ามีรหัสผ่านให้เรากดเข้าออกได้ตามสะดวก และที่นี่มีลิฟท์ที่ชั้น2นะคะ ทนแบกกระเป๋าจากชั้น1ไปชั้น2นิดนึง ไม่ได้ลำบากอะไร

 

จบแล้วค่ะ สำหรับ SUMMER in SEOUL : DAY 1 :)

ขาดตกอะไร พิมพ์ตรงไหนผิดไป เดี๋ยวค่อยมาแก้โนะ ตาลายละ @.@

 


อธิบายการนั่งรถไฟใต้ดินในเกาหลี
(อธิบายไม่รู้เรื่องแต่คิดว่าถ้าเข้าใจเราจะเป็นประโยชน์มาก...ย้ำว่าถ้าเข้าใจที่เราอธิบายนะ)
การเดินทางด้วยรถไฟใต้ดินใน SEOUL สะดวกที่สุดคือใช้ T-money ค่ะ (เหมือน Rabbit บ้านเราเลย) ซึ่งสามารถซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อทั่วไป เราซื้อจากเซเว่น ค่าบัตรใบละ 2,500 วอน แล้วก็ให้เค้าเติมเงินให้เลย เราเติมไป 10,000 วอน เนื่องจากตามที่ประสบการณ์จากรีวิวหลายๆท่านได้กล่าวไว้ว่าอย่าเติมเงินใน T-money เยอะเกินไปเพราะสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้คือการทำ T-money หาย... ทริปเราก็มีเพื่อนคนนึงทำหายวันสุดท้าย ค่าโดยสารส่วนใหญ่จะ 1,050 วอน ต่อเที่ยว เหมือนจะมีบางทีที่นั่งไกลๆก็จะแพงขึ้นอีกนิดแต่จำตัวเลขไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้แพงขึ้นมากมายอะไร ส่วนการเติมเงิน ครั้งถัดมาเราใช้ตู้ที่อยู่ในสถานีเติมเงิน สะดวกดีคะ มีให้เลือกภาษาได้ ใช้ง่าย หรือใครจะใช้แบบเป็นเที่ยวเดียวก็ได้ กดเอาจากตู้อัตโนมัติได้เช่นกัน แต่ขาออกต้องเอาบัตรไปคืนที่ตู้อัตโนมัติอีกทีเพื่อรับเงินมัดจำค่าบัตรคืน(น่าจะ 500 วอนนะคะ ถ้าจำไม่ผิด).... ยิ่งอ่านยิ่งงงๆมั้ย? 555555
 
วิธีการดูทิศทางว่าเราจะนั่งไปทางไหน เนื่องจากความยั้วเยี๊ยะของรถไฟใต้ดินที่นี่ เราจึงต้องมีตัวช่วย แนะนำแอพฯ Subway (jihachul) เลยคะ คำนวนให้เราเสร็จสรรพว่าขึ้นจากตรงนี้ไปที่ไหน ต้องเปลี่ยนสายที่ใด ใช้เวลากี่นาที ราคาเท่าไหร่ ครบถ้วนสุดๆ ซึ่งการจะดูว่าเราจะนั่งรถไฟฝั่งไหน ให้ดูไว้ 2 อย่าง คือ สถานีปลายทางของสายและฝั่งที่เราจะไป กับสถานีถัดไป เพราะตอนเปลี่ยนสาย ป้ายตามทางจะไม่ได้บอกว่าเราจะไปสถานีถัดไปสถานีอะไร แต่จะบอกเป็นสถานีเด่นๆ กับสถานีปลายทางของสายนั้น ส่วนที่ประตูก่อนจะเข้ารถไฟ(นึกออกใช่มั้ย เหมือนใต้ดินบ้านเรา แต่ถ้าจำไม่ผิดบ้านเราบอกสถานีปลายทางค่ะ มันกลับกัน) จะบอกสถานีถัดไป ไม่ได้บอกสถานีปลายทาง... ยิ่งอธิบายเราก็ยิ่งงงๆ ว่าคนอ่านจะเข้าใจมั้ย
 
ยกตัวอย่าง จากอ่อนนุช จะไปสยาม(เราจำสถานีรถไฟใต้ดินไม่ได้ค่ะ ไม่ค่อยได้ขึ้น เอาตย.บีทีเอสแทนนะ) ให้จำก่อนค่ะ ว่าจะไปหมอชิต(สถานีปลายทางของสาย) แต่พอเวลามาขึ้นรถไฟ ให้จำด้วยว่าเราจะต้องนั่งไปทางพระโขนง ไม่ใช่ บางจาก
 
และมันมีเหตุการณ์แบบนี้ คือบางสถานีเค้าจะแยกชานชาลาเป็นสองฝั่ง แล้วรถไฟวิ่งตรงกลาง(เหมือนรถไฟบีทีเอสบ้านเรา แต่นี่อยู่ใต้ดิน) ดังนั้นดูทิศดีๆนะคะ ไม่ใช่ว่าเดินเปลี่ยนสายถูกอย่างเดียว แล้วไปดูที่ประตูเอาว่าจะซ็ายหรือขวา เพราะบางทีมันไม่มีให้เลือก มันมีทางเดียว เพราะเค้าแยกชานชาลากัน ต้องดูด้วยว่าทางลงนี้ไปทิศเดียวกับที่เราจะไปมั้ย แต่จริงๆลงไปผิดก็แค่ขึ้นมาแล้วลงใหม่ค่ะ ทริปนี้เราหลงแบบนี้ประมาณ3-4ครั้งได้ =_= มัวแต่เดินมึน
 
 
Tags: korea, seoul, summer

Recommend